|

วัดนี้ เดิมเป็นวัดโบราณ ชื่อ วัดชีปะขาว หรือวัดชีผ้าขาว สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ครั้นล่วงมา น้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้ามาจนถึงหน้าพระอุโบสถ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เจ้าพระยาขุนมนตรี เป็นแม่กองสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ โดยเลื่อนขึ้นจากที่เดิม
ทรงโปรดให้มีความยาว ๑๕ วา กว้าง ๗ วา แล้วโปรดให้ลงเขื่อนหน้าวัด
เพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่งจนเป็นผลสำเร็จ ครั้นการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ได้พระราชทานนามวัดใหม่ ว่า "วัดศรีสุดาราม"
วัดสุวรรณาราม
วัดสุวรรณาราม เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัดทอง ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้าง
แต่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ จากพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มาด้วยดีตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์เสนาเสนาะ ถาวรวัตถุและสิ่งก่อสร้างต่าง
ๆ เป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้รื้อและสถาปนาใหม่หมดทั้งพระอาราม
ได้ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร กำแพงแก้ว พร้อมทั้งเสนาเสนาะขึ้นมาใหม่
ครั้นสถาปนาเสร็จแล้วจึงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุวรรณาราม"
ขันลงหินบ้านบุ

แหล่งทำขันลงหินในประเทศไทยนั้น มีอยู่แห่งเดียว คือ ที่ตำบลบ้านบุ
อำเภอบางกอกน้อย บริเวณข้างวัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย ปัจจุบันนี้
คือ ย่านหลังที่ว่าการเขตบางกอกน้อย การทำขันลงหินเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอย่างหนึ่ง
บ้านที่ทำขันลงหินซึ่งอยู่ใกล้กันในละแวกนั้นมีกว่าร้อยครอบครัว
เล่ากันว่าครอบครัวทำขันลงหินนี้ต้นตระกูลสืบมาจากอยุธยา เมื่อกรุงแตกก็อพยพกันเป็นหมู่มาอยู่ที่บางลำภูเป็นแห่งแรก
แล้วย้ายมายังบ้านบุจนปัจจุบัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือราชพิธี
เดิมเรียก อู่เรือพระราชพิธี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เพื่อใช้เก็บเรือพระที่นั่ง และเรือรบ แต่ปัจจุบันใช้เก็บเรือในพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เดิมอยู่ในความควบคุมดูแลของกองทัพเรือ แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่
๒ โรงเรือได้รับความเสียหายมาก และในปี พ.ศ.๒๔๙๐ สำนักพระราชวังและกองทัพเรือ
ได้มอบให้กรมศิลปากรทำการซ่อมแซม ดูแล รักษา บรรดาเรือต่าง ๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีเหล่านี้
เป็นเรือที่มีประวัติสำคัญมาแต่โบราณที่ยังคงความสวยงามในฝีมือช่างอันล้ำเลิศ
และทรงคุณค่าในงานศิลปกรรม ประการสำคัญยังสามารถนำมาใช้ในการพระราชพิธีต่าง
ๆ สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กรมศิลปากรเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงได้ขึ้นทะเบียนเรือพระที่นั่งต่าง
ๆ ไว้เป็นมรดกของชาติ พร้อมกับยกฐานะของอู่เก็บเรือขึ้นเป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี"
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ เป็นต้นมา จัดแสดงเรือพระราชพิธีศิลปโบราณวัตถุสิ่งของเครื่องใช้
ประกอบในพระราชพิธีชลมารคเพิ่มเติม เพื่อเปิดบริการแก่ผู้เข้าชมทั้งชาวไทย
และ ชาวต่างประเทศได้ชื่นชมความงาม และศึกษาเรื่องราวของเรือพระราชพิธีได้
|